วันจันทร์, 24 มิถุนายน 2567

สอนลูกให้เป็นคนมีศีล 5 ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่

22 พ.ค. 2024
57

สอนลูกให้เป็นคนมีศีล 5 ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่

คงจะไม่เกินไปถ้าจะบอกว่า การสอนลูกให้เป็นคนมีศีล 5 ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ ที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกและสังคม เรื่องนี้ถือว่าเป็นการกำหนดชะตาของลูก และชะตาของชาติ ผ่านมือของพ่อแม่เลยทีเดียว ทำไมเรื่องนี้จึงมีความสำคัญยิ่งนัก

1. สอนให้ท่องศีล 5 แต่ไม่สอนให้รักษาศีล
มีเรื่องแปลกในสังคมชาวพุทธเรา คือ เราท่องศีล 5 ได้ว่ามีอะไรบ้าง แต่เมื่อถามกันจริงจังว่า ศีลคืออะไร ก็อึกอักตอบกันไม่ได้

ในเมื่อผู้ใหญ่เอง ก็ตอบไม่ได้ว่าศีลคืออะไร แล้วจะให้เด็กรุ่นหลังเห็นความสำคัญของการรักษาศีลได้อย่างไร

เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ การไม่มีศีล ก็กลายเป็นเรื่องปกติทั่วไป พอมีใครตั้งใจรักษาศีลขึ้นมา ก็ถูกมองว่าเป็นคนผิดปกติ คนที่ตั้งใจรักษาศีล 5 ก็ค่อย ๆ จืดจางไปจากครอบครัวชาวพุทธ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องดี ปู่ย่าตายายก็สั่งสอนอบรมกันมายาวนาน

เมื่อเด็กรุ่นใหม่ขาดการอบรมเรื่องศีล 5 มาจากที่บ้าน แล้วอดทนต่อความยั่วเย้ากิเลสในสังคมไม่ไหว ก็ไปก่อปัญหาตีรันฟันแทง ดักจี้ปล้น ขายบริการทางเพศ โกหกหลอกลวงขายยาเสพติด และอีกสารพัดปัญหา กลายเป็นคนสร้างปัญหาสังคมขึ้นมา ผู้ใหญ่ก็ซ้ำเติมลงไปอีกว่า นี่เป็นความผิดของเด็ก ต้องไปแก้ที่เด็ก

เมื่อลงไปแก้ไขที่เด็กแล้ว แต่ครอบครัวนั้น ก็ยังไม่มีการปลูกฝังศีล 5 ให้บุตรหลานอยู่เหมือนเดิม พอปล่อยตัวเด็กกลับบ้านไปสักพัก เด็กก็กลับมาก่อคดีต่าง ๆ เหมือนเดิมหรือรุนแรงกว่าเดิม วงจรปัญหาก็ดำเนินต่อไป แล้วเด็กก็เติบโตกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาและสร้างปัญหาให้สังคมต่อไปไม่หยุดหย่อน

ถ้าไม่กลับไปแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ แต่ละครอบครัวต้องมีการอบรมศีล 5 ให้แก่บุตรหลานเราจะหยุดวงจรปัญหาสังคมที่สร้างปัญหาสังคมเพิ่มขึ้นทุกวันนี้ได้อย่างไร

2. ศีล 5 ที่พ่อแม่ควรทราบ
การสอนลูกให้มีศีล 5 ของแต่ละครอบครัว ถือว่าเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่พ่อแม่มีต่อการแก้ปัญหาสังคม

แต่การที่พ่อแม่จะสอนลูกให้มีศีล 5 ได้ พ่อแม่จะต้องมีความเข้าใจถูกก่อนว่า

1. ศีลคืออะไร
2. ศีล 5 เกี่ยวข้องกับความเป็นปกติของมนุษย์อย่างไร
3. ถ้ารักษาศีล 5 ไม่ครบ จะผิดปกติจากความเป็นมนุษย์หรือไม่

ถ้าพ่อแม่เข้าใจ 3 เรื่องนี้แล้ว การปลูกฝังศีล 5 ให้แก่ลูกรัก ก็จะทำได้ไม่ยาก

3. ศีลคืออะไร
ศีล แปลว่า ปกติ

ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีปกติของมันเอง เช่น ฤดูฝนจะต้องมีฝนตกตามปกติแต่ถ้าฤดูฝนกลับแล้ง ไม่มีฝนตกลงมา แสดงว่าผิดปกติ หรือปกติของม้าจะต้องยืน ไม่มีการนอนถ้าเห็นม้านอนเมื่อไร นั่นแสดงว่าม้าป่วย

ดังนั้น ความหมายในทางปฏิบัติที่แท้จริงของ ศีล ก็คือ การควบคุมตนเองให้เป็นไปตามปกติของมนุษย์ ไม่ให้ไปทำความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

4. อะไรคือปกติของมนุษย์
ปกติของมนุษย์ที่สำคัญมีอยู่ 5 ประการ ดังนี้ คือ
1. ปกติของมนุษย์จะต้องไม่ฆ่า
ถ้าวันใดมีการฆ่า วันนั้นก็ผิดปกติของมนุษย์ แต่ไปเข้าข่ายปกติของสัตว์เช่น เสือ หมี ปลา จระเข้ ฯลฯ ซึ่งฆ่ากันเป็นปกติ เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาความเป็นปกติของมนุษย์ไว้ ศีลข้อที่ 1 จึงเกิดขึ้นมาว่า มนุษย์จะต้องไม่ฆ่า

2. ปกติของมนุษย์จะต้องไม่ลักขโมย
ปกติของสัตว์ เวลากินอาหาร จะแย่งกัน ขโมยกัน ถึงเวลาอาหารทีไรสุนัขจะต้องกัดกันทุกที แต่มนุษย์ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เพื่อรักษาปกติของมนุษย์ไว้ ศีลข้อที่ 2 จึงเกิดขึ้นมาว่า มนุษย์จะต้องไม่ลัก ไม่คอร์รัปชั่น ไม่ยักยอกคดโกง

3. ปกติของมนุษย์จะต้องไม่ประพฤติผิดในกาม
ปกติของสัตว์ ไม่รู้จักหักห้ามใจให้พอใจเฉพาะคู่ครองของตน ในฤดูกาลผสมพันธุ์สัตว์จึงมีการต่อสู้แย่งชิงตัวเมีย บางครั้งถึงกับต่อสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งก็มี แต่ปกติของมนุษย์จะไม่แย่งคู่ครองของใคร พอใจเฉพาะคู่ครองของตนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาปกติของมนุษย์ไว้ ศีลข้อที่ 3 จึงเกิดขึ้นมาว่า มนุษย์จะต้องไม่ประพฤติผิดในกาม

4. ปกติของมนุษย์ไม่พูดเท็จ
ปกติของสัตว์เมื่ออยู่ด้วยกัน พร้อมจะทำอันตรายกันได้ทุกเมื่อ แต่ปกติของมนุษย์เรานั้น พูดตรงไปตรงมา มีความจริงใจต่อกัน ถ้าใครโกหกหลอกลวงก็ผิดปกติไปเพราะฉะนั้น เพื่อรักษาความปกติของมนุษย์ไว้ ศีลข้อที่ 4 จึงเกิดขึ้นว่า มนุษย์จะต้องไม่พูดเท็จ

5. ปกติของมนุษย์จะไม่เสพของมึนเมาให้โทษ
ปกติของสัตว์จะมีกำลังร่างกายแข็งแรงมากกว่าคน แต่สัตว์ไม่มีสติควบคุมการใช้กำลังของตนให้ถูกต้อง ดังนั้น จึงไม่สามารถเปลี่ยนกำลังกาย ให้เป็นกำลังความดีได้มีแต่ความป่าเถื่อนตามอารมณ์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย แม้มีกำลังมาก แต่ไม่เคยออกแรงไปหาอาหารมาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่แต่อย่างใด

ส่วนคนแม้มีกำลังน้อยกว่าสัตว์ แต่อาศัยสติอันมั่นคง ช่วยเปลี่ยนกำลังกายน้อย ๆนั้น ให้เกิดเป็นกำลังความดี เช่น มีกตัญูกตเวที เมื่อโตขึ้นก็เลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ได้

สติเป็นของเหนียวแน่นคงทน แม้อดอาหารทั้งวัน ติก็ยังดี ทำงานทั้งเดือนไม่ได้พักติก็ยังดี นอนป่วยบนเตียงทั้งปี ติก็ยังดี แต่ ติกลับเปอยยุ่ยทันที ถ้าไปเสพสุรายาเมาเข้าสุราเพียงครึ่งแก้ว อาจทำผู้ดื่มให้ ติฟันเฟอนถึงกับลืมตัวลงมือทำร้ายผู้มีพระคุณได้หมดความสามารถในการเปลี่ยนกำลังกายให้เป็นกำลังความดี ดังนั้น ผู้ที่เสพสุราหรือของมึนเมาจึงมีสภาพผิดปกติ คือมีสภาพใกล้สัตว์เข้าไปทุกขณะ

เพราะฉะนั้น เพื่อรักษาปกติของมนุษย์ไว้ ศีลข้อที่ 5 จึงเกิดขึ้นมาว่า ปกติของคนจะต้องไม่เสพของมึนเมาให้โทษศีลทั้ง 5 ข้อ คือ

1. ไม่ฆ่าสัตว์
2. ไม่ลักทรัพย์
3. ไม่ประพฤติผิดในเชิงชู้สาวกับบุตร ภรรยาสามีผู้อื่น คือไม่เจ้าชู้
4. ไม่พูดเท็จ รวมถึงไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด
5. ไม่ดื่มสุรายาเมา รวมทั้งสิ่งเสพติดให้โทษทั้งหลาย

จึงเกิดขึ้นมาโดยสามัญสำนึก และเกิดขึ้นพร้อมกับโลกเพื่อรักษาความปกติสุขของโลกไว้

5. รักษาศีล 5 ไม่ครบ จะเป็นอย่างไร
ศีล 5 มีมาก่อนพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับเข้ามาไว้ในพระพุทธศาสนาและชี้แจงถึงความจำเป็นของการมีศีลให้ทราบ นอกจากนี้ ศีลยังใช้เป็นเครื่องวัดความเป็นคนได้อีกด้วย นั่นคือ

วันใดเรามีศีลครบ 5 ข้อ แสดงว่าวันนั้น เรามีความเป็นมนุษย์ครบบริบูรณ์ 100 %
ถ้ามีศีลเหลือ 4 ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ 80 % ใกล้สัตว์เข้าไป 20 %
ถ้ามีศีลเหลือ 3 ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ 60 % ใกล้สัตว์เข้าไป 40 %
ถ้ามีศีลเหลือ 2 ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ 40 % ใกล้สัตว์เข้าไป 60 %
ถ้ามีศีลเหลือ 1 ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ 20  ใกล้สัตว์เข้าไป 80

ถ้าศีลทุกข้อขาดหมด ก็หมดความเป็นคน หมดความสงบ หมดความสุข ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตายแล้ว ความดีใด ๆ ไม่อาจงอกเงยขึ้นมาได้อีก มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อจะทำความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่นเท่านั้น

เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ของตนไว้ให้ดี จึงจำเป็นต้องรักษาศีลยิ่งชีวิต ต้องอาศัยปัญญาเข้าช่วยจึงจะรักษาไว้ได้โดยง่าย

แต่ปัจจุบัน คนผิดศีลจนเป็นปกตินิสัย มีจำนวนมากขึ้นทุกที จนกระทั่งหลายคนเห็นคนมีศีลกลายเป็นคนผิดปกติไป เมื่อความเห็นวิบัติไปเช่นนี้ ประเทศชาติบ้านเมืองที่เคยร่มเย็น จึงต้องพลอยวิบัติ มีการฆ่ากัน โกงกัน ผิดลูกผิดเมีย ฯลฯ จนประชาชนนอนตาไม่หลับสะดุ้งหวาดระแวงกันไปทั้งเมือง ซึ่งเราก็มักจะรอคอยให้มีผู้มาดับความวิบัติครั้งนี้ แต่ก็ไม่มีสักที

หากพ่อแม่ไม่สนใจเรื่องการสอนให้ลูกรักษาศีล 5 แล้ว ความหวังที่ปัญหาสังคมจะลดลง ได้เห็นลูกเป็นคนดีของสังคม ไม่ก่อความเดือดร้อนให้ตนเองและสังคม ก็คงเป็นเพียงเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ต่อไป เพราะผลสุดท้าย ครอบครัวที่ไม่สนใจจะสอนให้ลูกมีศีล 5 ก็คือแหล่งผลิตปัญหาศีลธรรมให้สังคมลุกเป็นไฟต่อไป

ดังนั้น ขอตอกย้ำว่า การสอนลูกให้มีศีล 5 เป็นปกติ ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ที่มีผลต่อชะตาชีวิตของลูก และความอยู่รอดของสังคม